คุณวรรณาอายุ 37 ปี มีลูกสาวอายุ 9 ขวบ เธอมีเรื่องทะเลาะกับแม่ได้ทุกวัน เริ่มจากแม่ตำหนิเธอสักเรื่องหนึ่ง เธอจะไม่พอใจและตอบกลับ “ก็หนูคิดว่า……………” เพื่ออธิบาย แต่แม่ไม่เคยพอใจคำตอบและ/หรือคำอธิบาย หลังจากนั้นการต่อปากต่อคำก็เริ่มต้นขึ้น เป็นแบบนี้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่เธอจำความได้
“หนูไม่เคยทำอะไรถูกต้องเลย” เธอพูดบ่อยครั้ง น่าสังเกตว่าเธอมิได้พูดว่า “หนูไม่เคยทำอะไรถูกใจแม่เลย”
ในเวชปฏิบัติที่ทำอยู่ทุกวัน ผู้มารับคำปรึกษามีคำพูดทั้งสองลักษณะ ที่โทษตนเองมากหน่อยมักจะใช้ประโยคแรก “หนูไม่เคยทำอะไรถูกต้องเลย” โดยที่มิใช่การพูดประชดแต่อย่างไร ผู้มารับคำปรึกษารู้สึกด้อยค่าตัวเองจริงๆ เป็นเราเองที่ไม่ดีพอ เป็นเราเองที่ทำไม่ถูกจริงๆ เวลายิ่งผ่านไปนานเข้าความไม่มั่นใจในตัวเองยิ่งแผ่กว้างไปทุกๆเรื่อง ทุกๆพื้นที่ของชีวิต เป็นว่าตัวเองไม่เคยทำอะไรถูกต้องเลย
ผู้มารับคำปรึกษาอีกกลุ่มหนึ่งจะพูดแค่ว่า “หนูไม่เคยทำอะไรถูกใจแม่เลย” มีความหมายว่าแม่นั่นเองที่เรื่องมากในทุกๆเรื่อง ทั้งที่หลายครั้งเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ผู้มารับคำปรึกษาบ้านเรามีศาสนา จารีต ประเพณี และวัฒนธรรมกดทับให้ไม่อาจและไม่สามารถคิดถึงหรือพูดถึงแม่ในทางลบได้ ผิดทั้งบาปและอกตัญญู จึงแทบไม่มีใครเลยที่จะใช้คำศัพท์ “หลงตัวเอง” กับแม่ อย่างมากก็เพียงว่าแม่เจ้ากี้เจ้าการ ยุ่งกับชีวิตหนูทุกเรื่อง
หนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า “แม่หลงตัวเอง” อย่างชัดเจน มาจากคำว่า narcissism ซึ่งมีที่มาจากเทพปกรณัมกรีก คำวินิจฉัยทางการแพทย์คือมีบุคลิกภาพผิดปกติแบบหลงตัวเอง มาจากคำว่า Narcissistic Personality Disorder อ่านถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะรู้สึกว่าเป็นข้อกล่าวหาคุณแม่ที่ร้ายแรง “แม่มิได้ป่วยทางจิตเวชขนาดนั้น” หลายคนอาจจะพยายามแก้ต่างให้คุณแม่ แต่แล้วก็จะกลับไปถูกแม่ตำหนิสักเรื่อง เริ่มต้นทะเลาะกันใหม่อีกรอบ แล้วจบลงที่ความเศร้าโศกเสียใจเหมือนเดิม ลูกที่พบคุณแม่ลักษณะนี้ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ไม่สามารถเติบโตได้
ในความเป็นจริงแล้วมิใช่แม่ทุกคนในหนังสือเล่มนี้หรือที่มีเหตุให้ตำหนิไปจนถึงดุด่าลูกทุกบ่อยๆ จะมีอาการมากจนถึงกับครบเกณฑ์วินิจฉัยทุกข้อของบุคลิกภาพผิดปกติแบบหลงตัวเอง หลายท่านอาจจะแค่มี “เชื้อ” ของบุคลิกภาพผิดปกติแบบหลงตัวเอง มีคำศัพท์เรียกว่า Narcisstic Trait คุณแม่จำนวนหนึ่งเป็นอย่างมากก็เท่านี้แต่ผลลัพธ์ที่เกิดแก่ลูกก็ประมาณๆที่เล่ามา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอ่อนไหว (sensitivity) ของลูกด้วยเหตุเพราะลูกๆแต่ละคนมีพันธุกรรมแตกต่างกัน
สามีของคุณวรรณาเล่าว่าได้พยายามบอกภรรยาหลายครั้งแล้วว่าอย่าไปมีเรื่องกับคุณแม่ ไม่มีประโยชน์หรอก ไม่มีทางเอาชนะได้ แล้วก็จะจบลงด้วยอารมณ์เศร้าแบบนี้ทุกรอบ เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จะพบว่าคุณสามีพูดเหมือนที่นักเขียนเขียนเอาไว้
คุณสามีเล่าต่อไปว่าแต่ก็เห็นใจภรรยามากเพราะหลายครั้งที่ภรรยาสงบปาก อยู่เงียบๆ แต่คุณแม่พูดไม่หยุด ครั้นภรรยาเดินหนีคุณแม่ก็เดินตามจนกระทั่งในที่สุดก็เป็นปากเสียงกันอีกจนได้ ถึงตอนนี้คุณวรรณาขัดขึ้นว่า “คุณแม่ไม่เคยยอมรับเลยว่าตัวเองผิด” ก็จะให้ยอมรับได้อย่างไรในเมื่อท่านขาดความสามารถในการรู้ตนเองเนื่องจากความผิดปกติของบุคลิกภาพไปแล้ว
“ลูกของหนูจะเป็นแบบคุณแม่หรือเป็นแบบหนูมั้ยคะ” ลูกสาวคนหลงตัวเองหลายคนจะกลัวอยู่ลึกๆว่าตนเองจะเป็นเหมือนคุณแม่ในที่สุดเหตุเพราะไม่มีทางเอาชนะคุณแม่ได้เลยนอกจากจะยอมทำตามคุณแม่ทุกอย่างจนกระทั่งในที่สุดแม้แต่นิสัยบางส่วนก็ดูจะคล้ายๆกันจนได้ นักเขียนใช้คำว่า “ภาคต่อ” ต่ออย่างไร แล้วเราจะป้องกันได้อย่างไรมีให้อ่านในตอนท้าย