0

Review
2022-02-22 11:12:35
รีวิว หนังสือเก่งในแบบของลูก สไตล์มอนเตสซอรี x ฮาร์วาร์ด
เก่งในแบบของลูกMontessori x Harvard ค้นพบความสามารถที่แตกต่างหลากหลายในตัวเด็ก ตามทฤษฎีพหุปัญญาของโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ พร้อมแนวทางฝึกทักษะเติมศักยภาพเสริมพรสวรรค์
Share

....
#เก่งในแบบของลูก

Montessori x Harvard

-----

ค้นพบความสามารถที่แตกต่างหลากหลายในตัวเด็ก ตามทฤษฎี "พหุปัญญา" ของโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ พร้อมแนวทางฝึกทักษะ เติมศักยภาพเสริมพรสวรรค์สไตล์มอนเตสซอรี

------

แปลโดย อาคิรา รัตนาภิรัต

เขียนโดย #มิกะอิโต ผู้เขียนหนังสือ bestseller ทั้งสองเล่ม #เล่นกับลูกสไตล์มอนเตสซอรี และ #คุณแม่นักจัดฉากสไตล์มอนเตสซอรี

------

เด็กจะดึงพรสวรรค์ของตัวเองออกมาได้ขึ้นอยู่กับวิธีปฏิบัติของพ่อแม่

& ประสบการณ์ในวัย 0-6 ขวบจะช่วยดึงเอาความสามารถในตัวเด็กออกมา

- การเคลื่อนไหวร่างกาย

- ความสามารถทางคณิตศาสตร์

- ความคิดสร้างสรรค์

- มนุษยสัมพันธ์

- 40 วิธีที่จะช่วยพัฒนาสิ่งที่เด็กถนัดให้ได้มากที่สุด

-----


#บทนำ


#ไม่ใช่สอนแค่ความรู้แต่จงดึงพรสวรรค์ที่อยู่ในตัวเด็กแต่ละคนออกมา


ปัจจุบันนี้การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรีได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ในประเทศสหรัฐอเมริกามีคนดังมากมายที่เคยผ่านการสอนแบบมอนเตสซอรีมาก่อนจึงกลายเป็นรู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่ในประเทศญี่ปุ่นยังถือเป็นการเรียนการสอนที่มีคนรู้จักเฉพาะกลุ่มเท่านั้น


อย่างไรก็ตามระยะหลังนี้เมื่อผู้คนรู้ว่าคุณโซตะ ฟุจิอิ นักเล่นหมากรุกญี่ปุ่นได้รับการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรีมาตั้งแต่เด็ก ทำให้คนญี่ปุ่นหันมาให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก


ฉันเคยทำงานคลุกคลีกับโรงเรียนอนุบาลและเนอสเซอรีมา 26 ปี ระหว่างนั้นเคยเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาล 9 ปี ในบรรดาโรงเรียนเหล่านั้นมีโรงเรียนที่ใช้การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรีอยู่ด้วย


หลังจากนั้นฉันได้ก่อตั้งและบริหาร “Kagayaki baby School” ซึ่งเป็นห้องเรียนสำหรับแม่และเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดขึ้นไปและ “โรงเรียนอนุบาล Kagayaki Baby” จนถึงตอนนี้ฉันได้สอนเด็ก ๆ มาแล้วกว่า 15,000 คนและเคยเจอพ่อแม่และเด็กมากว่า 9,000 ครอบครัว


สิ่งที่ฉันเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือคนที่แสดงพรสวรรค์ออกมาได้ไม่ว่าจะในด้านใดก็ตาม เช่นเด็กที่มีผลการเรียนโดดเด่นกว่าคนอื่น เด็กที่เล่นกีฬาได้ยอดเยี่ยม หรือคนที่โตเป็นผู้ใหญ่และทำงานได้ดีเยี่ยม เป็นเพราะพ่อแม่เคารพในความคิดของพวกเขาโดยไม่กดดัน


ความสามารถของเด็ก ๆ มีความเป็นได้เกินขีดจำกัด สิ่งที่ฉันนำมาใช้เพื่อเสริมสร้างพรสวรรค์ที่โดดเด่นกว่าใครคือ “ทฤษฎีพหุปัญญา” ซึ่งคิดค้นขึ้นโดยศาสตราจารย์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด


การ์ดเนอร์กลว่าวว่า “ความสามารถของมนุษย์ไม่อาจวัดกันได้ด้วย IQ” “มนุษย์เราไม่ว่าใครก็ตามจะมีความสามารถอันหลากหลายอยู่ในตัว” และเรียกสิ่งนั้นว่า “ความสามารถทางปัญญา 8 ด้าน” เช่นปัญญาด้านภาษา ปัญญาด้านตรรกศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ปัญญาด้านดนตรีเป็นต้น


ฉันได้นำทฤษฎีนี้มาเป็นพื้นฐานแล้วปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับคนญี่ปุ่น และได้เพิ่มความสามารถอีกอย่างหนึ่งเข้าไปผนวกเป็น “ความสามารถทางปัญญา 9 ด้าน” ฉันมีความตั้งใจที่ใช้ “ความสามารถทางปัญญา 9 ด้าน” นี้เพื่อดึงพรสวรรค์อันหลากหลายซึ่งมีอยู่ในตัวเด็กแต่ละคนออกมา


การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรีจะสร้างโอกาสให้เด็กได้มีสมาธิกับสิ่งต่าง ๆ จนกระทั่งถึงวัยเข้าโรงเรียนประถม ทำให้เด็กมีความสามารถในการจดจ่อได้อย่างดีเยี่ยม ความสามารถในการจดจ่อนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งเสริม “พรสวรรค์ที่ไม่แพ้ใคร” ในการทำสิ่งที่เขาชอบหรือถนัด


การที่คุณโซตะ ฟุจิอิได้เป็นนักเล่นหมากรุกญี่ปุ่นมืออาชีพที่อายุน้อยที่สุดก็น่าจะเป็นเพราะการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรีช่วยส่งเสริมให้ความสามารถในการจดจ่อของเขาพัฒนาได้อย่างเหลือเชื่อ


นอกจากนี้ยังมีคนดังอีกมากมายที่เคยผ่านการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรีมาก่อน เช่น

บารัค โอบามา (อดีตประธานธิบดีสหรัฐอเมริกา)

บิลและฮิลลารี คลินตัน (อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา)

บิล เกตส์ (ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์)

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (ผู้ก่อตั้ง Facebook)

ลาร์รี เพจและเซอร์เกย์ บริน (ผู้ก่อตั้ง Google)

เจฟฟ์ เบโซส์ (ผู้ก่อตั้ง Amazon)

จิมมี เวลส์ (ผู้ก่อตั้ง Wikipedia)

ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (นักวิชาการเศรษฐศาสตร์)

กาบริเอล การ์ซิอา มาร์เกซ (นักเขียน)

จอร์จ คลูนีย์ (นักแสดง)

แอนน์ แฮททาเวย์ (นักแสดง)

บียอนเซ่ โนวส์ (นักร้อง)

เทย์เลอร์ สวิฟต์ (นักร้อง)


จะเห็นได้ว่ามีพรสวรรค์ในหลากหลายด้านที่ถูกค้นพบไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้ก่อตั้งธุรกิจ นักวิชาการ นักเขียน นักแสดง นักร้อง......


แล้วเราต้องทำอย่างไรตอนไหนถึงจะพัฒนาพรสวรรค์ของเด็ก ๆ ได้

ช่วงเวลาสำคัญคือช่วงปฐมวัยหรือก่อนขึ้นชั้นประถม (0-6 ขวบ) ในช่วงวัยนี้เราจะต้องสร้างสถานการณ์ให้เด็กจดจ่อหรือมีสมาธิกับสิ่งที่เขาชอบหรือสนใจ


บางคนอาจคิดว่า “ไม่เร็วไปหน่อยหรือ ?” แต่ประสบการณ์ในช่วงวัยนี้จะถูกนำไปใช้เมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่และทำให้พรสวรรค์ของเขาพัฒนาอย่างรวดเร็ว


โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ทางด้านประสาทวิทยาศาสตร์ยังได้ระบุไว้ว่าเครือข่ายเซลล์ประสาทที่กำหนดความสามารถในอนาคตจะถูกสร้างขึ้นก่อนถึงวัย 3 ขวบ


ในช่วงวัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสมองเช่นนี้ ความสามารถที่เด็กจะพัฒนาได้จะแตกต่างกันมากขึ้นอยู่กับพ่อแม่สร้างเสริมประสบการณ์ให้เขาอย่างไร


ภายใต้ของพฤติกรรมของเด็ก ๆ มีความต้องการ “อยากพัฒนาความสามารถ” ซ่อนอยู่ และทุกพฤติกรรมเหล่านั้นก็ทำเพื่อการพัฒนาตนเอง

แต่ในสายตาของผู้ใหญ่มักรู้สึกลำบากใจและมองพฤติกรรมเช่นนั้นว่าเป็นเพราะ “ดื้อ” “ไม่ฟังพ่อแม่” “ไม่ทำตามที่สอน” “ทำอะไรโดยไม่คิด”


ฉันมีโอกาสได้ฟังปัญหาเหล่านี้จากพ่อแม่รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านการศึกษามาไม่น้อย เวลาที่พ่อแม่ห้ามลูกว่า “ทำไม่ได้นะ !” เด็กมักโกรธหรือร้องไห้ นั่นไม่ใช่เพราะเขาเจ็บใจที่ถูกดุ


พ่อแม่อาจคิดว่า “อย่าเอาแต่ใจสิ” แต่ในความเป็นจริงเด็กๆ กำลังเรียกร้องว่า “ให้ผมได้ใช้ความสามารถของตัวเองอีกสิ !” “ดึงความสามารถของผมออกมาอีกสิ !”


แม้จะขึ้นอยู่สถานการณ์ แต่สำหรับเด็กก่อนเข้าชั้นประถม โดยพื้นฐานเราควรยึดหลักว่า “ไม่ต้องให้เด็กอดทนก็ได้ (เคารพในความคิดของเด็ก)”


เพราะการให้เด็กได้มีประสบการณ์หลากหลายและฝึกให้เขามีสมาธิกับสิ่งต่าง ๆ ก่อนเข้าชั้นประถมจะช่วยสร้าง “รากฐาน” ที่ทำให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง


พอฉันพูดแบบนี้แล้วก็มักมีพ่อแม่บางคนกังวลว่า “ถ้าไม่ให้เด็กอดทนเลย เขาจะไม่กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจและเอาแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลางเหรอ ?”


ฉันได้ยกตัวอย่างเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้แล้ว หากเด็กได้รับการเติมเต็มทางใจจะช่วยพัฒนาความสามารถในการสื่อสารและทำให้เขารู้จักคิดถึงความรู้สึกของผู้อื่น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเลย


จากนี้ไป AI (ปัญญาประดิษฐ์) ถูกพัฒนาและเข้าสู่ยุคชีวิตทศวรรษ ความรู้จากการศึกษาแบบบังคับคงไม่อาจทำให้เด็กใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ได้ ฉันเชื่อว่าสิ่งที่ช่วยให้เด็กปรับตัวได้ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยแบบไหนคือความสามารถอันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น “ความสามารถในการคิดและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง” “พลังในการเชื่อใจตนเอง” “ความสามารถด้านการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนให้หลากหลาย” เป็นต้น


หนังสือเล่มนี้จะแนะนำ 40 วิธีที่ช่วยดึงศักยภาพของเด็กออกมา เพื่อให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ในอนาคตข้างหน้า โดยฉันจะเน้นถึง “สิ่งที่ทำได้ภายในครอบครัว”


ก่อนอื่นลองเริ่มจากเรื่องที่คุณทำได้ก่อนนะคะ ฉันเชื่อว่าเราจะเห็นเด็กเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และตัวคุณเองจะต้องยิ้มได้มากกว่าเมื่อวานแน่นอนค่ะ


มิกะ อิโต (ผู้เขียน)