0

(0)
Review
2022-02-22 10:00:57
ดับภูเขาไฟในใจแม่ รีวิวโดย M. Punnana
ผู้เขียน มากิ ซิโนะผู้แปล ริญญ์สำนักพิมพ์ sandclockไม่มีแม่คนไหนไม่เคยปรี๊ดแน่นอน ความรู้สึกนี้บางคนเกิดน้อย บางคนเกิดวันละหลายรอบ ภูเขาไฟไม่รู้กี่ลูกผ่านไป
Share

ผู้เขียน มากิ ซิโนะ

ผู้แปล ริญญ์

สำนักพิมพ์ sandclock


ไม่มีแม่คนไหนไม่เคยปรี๊ดแน่นอน ความรู้สึกนี้บางคนเกิดน้อย บางคนเกิดวันละหลายรอบ ภูเขาไฟไม่รู้กี่ลูกผ่านไป ยิ่งช่วงlockdown เชื่อว่าหลายบ้านคงบันเทิง ถ้าภูเขาไฟแม่กำลังกรุ่นๆ มาค่ะ มาอ่านเล่มนี้กัน


เล่มนี้ผู้เขียนจะชี้นำให้เห็นว่าจริงๆความโกรธของแม่มันมีที่มานะ มันมีเบื้องหลัง อยากให้มีสติกับสิ่งที่ลูกทำตรงหน้าว่าเกิดอะไรขึ้น อย่าเอาความโกรธเบื้องหลังหรือความเบื่อหน่ายจากการทำผิดซ้ำๆของลูกมาปะทุจนภูเขาไฟระเบิด..


‘’ความโกรธไม่ควรถูกกดแต่ควรจัดการ’’


สิ่งที่ได้จากเล่มนี้..

อย่าเปรียบเทียบและมองว่าตัวเองแย่ แม่คนอื่นก็เคยโกรธทั้งนั้น


เรามักโมโหในเวลาที่สภาพจิตใจไม่มั่นคง


เปลี่ยนมุมมองและการตีความตรงหน้า อารมณ์โกรธจะดีขึ้น เช่น บางทีลูกอาจจะพยามติดกระดุมเอง


คนที่ตามใจลูกมักเกิดในคนที่ไม่ได้มีบทบาทรับผิดชอบเด็กเช่น ปู่ย่าตายาย


เพราะคิดเรื่องลูกอย่างจริงจังจึงโกรธ ควรปล่อยวางบ้าง


เบื้องหลังความโกรธมักมีอารมณ์ขั้นที่หนึ่ง มาก่อนเสมอ เช่น “จะให้พูดรื่องเดิมกี่ครั้ง” แปลว่า ทำผิดมาหลายรอบแล้ว


ความรุ้สึกบวกมักอยู่ไม่นาน แต่ความรู้สึกลบจะสะสมไปเรื่อยๆและยังลบออกยากอีกด้วย


เวลาที่เหนื่อยล้าคือช่วงที่โกรธง่ายที่สุด


เมื่อความรู้สึกลบสะสมในใจ สิ่งนั้นจะกลายเป็ความโกรธ


บางครั้งโกรธลูกแต่ก็หันมาโกรธตัวเองด้วย


ลดความไม่พอใจต่อตัวเอง ลดการตำหนิตัวเอง การไม่พยายามมากไป เช่น การคิดว่าต้องตั้งใจกว่านี้ ทุกอย่างต้องเพอเฟค


ดูแลสุขภาพจิตให้ดีเหมือนสุขภาพกาย


การหายใจเข้าลึกๆมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการตะโกนเสียงดัง


การตะคอกเสียงดังจะติดเป็นนิสัยได้ง่าย ยิ่งโกรธมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งโกรธได้ง่ายขึ้นเท่านั้น


อารมณ์โกรธถือเป็นเครื่องหมายบอกขีดอันตรายของตัวเอง แต่การโกรธไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และยังสร้างปัญหาเพิ่มด้วย


หาวิธีอื่นมาแทนการตะคอก เช่น หายใจเข้าลึกๆ ถอยจากสถานการณ์


ทดลองนับในหัว1–6 และรอให้อารมณ์หุนหันนั้นผ่านไป ผู้เขียนเชื่อว่าโมโหเลือดขึ้นหน้าแค่หกวิเท่านั้น


การจัดการความโกรธไม่ใช่การสกัดกั้น เราต้องเปิดใจยอมรับก่อนจึงจะเข้าไปจัดการมันได้


มองแค่ปัจจุบัน อย่าไม่พอใจในอดีต หรือคิดถึงผลในอนาคตเข้ามาร่วมในตอนนี้ ใช้เวลากับลูกที่อยู่ตรงหน้าพอ


เด็กสนุกสนานได้เพราะไม่ยึดติดอดีตและไม่กังวลอนาคต


ลูกไม่ได้อยู่เพื่อเยียวยาจิตใจเรา ไม่ได้อยู่เพื่อทำให้เราพอใจ


จำไว้เด็กต้องบอก100ครั้งถึงเข้าใจ อย่าไปโกรธถ้าลูกยังไม่เข้าใจ


เปิดใจรับความรู้สึกที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังการงอแง


ฟังความต้องการของลูกแค่ 5 นาทีลูกก็พอใจแล้ว


ลองหันไปสนใจกับความรู้สึกของลูก ต่อไปลูกจะหันมาสนใจกับความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น แทนที่จะร้องไห้หรือโกรธก็จะบอกความต้องการออกมา


เบื้องหลังของการโมโหมีความปรารถนาซ่อนอยู่


สนใจอารมณ์โกรธเบื้องหลังของลูก ลองพูดให้ช้าลง หายใจลึกๆ รับมือโดยคงจังหวะของตัวเองไว้


มองย้อนความโกรธของตัวเองจากมุมมองของผู้อื่น


มีสมุดบันทึกความเครียด ให้คะแนนความโกรธ


แบ่งเรื่องของความโกรธที่ควบคุม ได้ ไม่ได้ สำคัญ ไม่สำคัญ


สร้างนิสัยรินน้ำออกจากแก้วก่อนจะล้น โดยผ่อนคลายร่างกาย เช่น ออกกำลัง ยิ้ม สมุดบันทึกความสุข ท่องเที่ยว นวดสปา


เปลี่ยนตัวเองนั้นง่ายกว่าเปลี่ยนคนอื่น


ดุแล้วไม่ฟัง ต้องรุกด้วยวิธีอื่น


ลูกร้องไห้เสียงดัง เรามองว่าอยากแก้ไขให้ได้เร็วที่สุด จนเผลอให้ความต้องการกับตัวเองอันดับแรก บางทีความรู้สึกอยากให้ลูกเชื่อฟัง คือความต้องการอยากควบคุมลูกของเราเองรึเปล่า


ดุลูกหัวข้อเดียวจะเข้าถึงลูกมากว่าดุไปเรื่อย พูดเรื่องที่เกิดเดี๋ยวนี้ เพราะลูกนึกไม่ออก ควรพูดสิ่งเดียวเพื่อให้เข้าใจ


ห้ามตัดสินว่า ไม่ทำ….ทุกที คำพูดเกินจริงทำให้ต่อต้านมากขึ้น ลูกอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกที บางครั้งลูกก็ทำสิ่งที่ถูก ดังนั้นไม่ควรพูดเกินจริง


สร้างเกณฑ์ในการดุเอาไว้แล้วความหงุดหงิดจะลดลง


ย่อตัวและวางระดับสายตาตรงกันกับลูก


โกรธมากกกกก ลองจับมือ และกอดไปด้วย ลูกจะได้ไม่เห็นหน้าตาที่ดุดัน น่ากลัว


ใช้คำพูด you message เช่น แม่เป็นห่วงที่ลูก… แทนคำพูดเชิงตำหนิ


โอเคกับตัวเองที่พยายามเลี้ยงลูก วันนี้ก็ทำได้ดีอีกวันนะ..


สร้างบทสนทนาที่ไม่ปฏิเสธความรู้สึกลูก เช่นลูกอยากได้ของ เราก็บอกว่า น่ารักดี แต่บ้านเรามีของเล่นแบบนี้แล้ว ลูกจะยังรู้สึกถึงการยอมรับ ซึ่งแยกออกจากการซื้อ


ให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้สึกโกรธแต่เล็กๆ


ขอให้มีความสุขในการเลี้ยงลูกนะคะ