0

(0)

The Power of Showing Up พลังแห่งการเป็นพ่อแม่ธรรมดา ที่มีอยู่จริง

ผู้เขียนนพ.แดเนียล เจ. ซีเกิล และดร.ทีน่า เพย์น ไบรสัน
แปลศิริเพ็ญ อารีนุกูล
324.00 .-
360.00
(ลด 10%)

สำนักพิมพ์ SandClock Books


วางตำราว่าด้วยพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบไว้สักพัก 

แล้วกลับมาเชื่อในความรักและการอยู่เคียงข้าง 

เพื่อสร้างลูกที่ประสบความสำเร็จ และมีความสุขบนโลกใบนี้


ในวันที่เราไม่มั่นใจว่าจะจัดการอย่างไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูก วางความกังวลนั้นไว้ และขอให้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำได้เสมอ และเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดีกว่าความวิตกกังวลหรือพยายามบรรลุมาตรฐานความสมบูรณ์แบบลวงตาที่เราสร้างขึ้นเองทั้งหลาย ขอเพียงแค่ให้เรา…อยู่ตรงนั้นและแสดงตัว

การแสดงตัวจะสร้างสายสัมพันธ์ที่มั่นคง เมื่อคุณอยู่ตรงนั้นเพื่อลูก เขาจะรู้สึกปลอดภัย นำไปสู่การใช้ชีวิตบนพื้นฐานความรู้สึกของการเป็นเจ้าของโลกใบนี้ ดังนั้นแม้สิ่งต่างๆ จะไม่เป็นไปตามที่ต้องการ พวกเขาก็จะรู้ว่า พวกเขาไม่เป็นไร

หนังสือที่จะเพิ่มพลังให้คุณในฐานะพ่อแม่ เพื่อส่งต่อพลังใจ ส่งเสริมความยืดหยุ่นกับความแข็งแรงให้กับลูกๆ ของคุณ


สำนักพิมพ์ SandClock Books

หมวดหมู่ จิตวิทยาและการเลี้ยงดู

ISBN 978-616-8255-73-5 

ขนาด 14.3 x 21 cm. (ปกอ่อน)

จำนวน 304 หน้า

ราคา 360 บาท

เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกวัย 0-10 ปี


--------------

คำนิยมโดยนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์


มีคำถามเสมอว่าคุณหมอเรียกร้องให้พ่อแม่อยู่บ้านมากๆ แต่ถ้าพ่อแม่อยู่บ้านมากแล้วเอาแต่ดุด่าว่าตีเช่นนี้ พ่อแม่ไปไกลๆ ไม่ดีกว่าหรือ คำตอบคือไม่ดีทั้งสองทาง

เมื่อพ่อแม่อยู่บ้านมาก ท่านจะผ่อนคลายมากพอที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองหรือด้วยสามัญสำนึกว่าควรทำอะไร อย่างไร เมื่อไร หากท่านไม่อยู่บ้าน ท่านจะไม่รู้จักลูกของท่าน หรือถ้าท่านมีเวลาน้อยในบ้าน ท่านจะเร่งรัดทุกสิ่งอย่างแล้วตัวท่านเองที่ไม่รู้จักการรอคอย เวลาลูกเรียกร้องอะไรมากไปนิดนานไปหน่อยก็ทำเอาสติแตกได้ง่ายๆ


การอยู่บ้านมากขึ้นมิได้ถึงกับว่าไม่มีกติกา ที่จริงแล้วมีกติกาอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก และทำได้ไม่ยาก ดังที่หนังสือเล่มนี้จะเขียนถึงพร้อมทั้งให้เหตุผลทั้งจากงานวิจัยด้านจิตวิทยาและจากงานวิจัยด้านสมอง

สำหรับตัวผมเอง การอยู่บ้านอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องยาวนานก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าต้องการคำอธิบายก็คือ เมื่อตัวเราอยู่บ้านมากพอและนานพอ สิ่งที่เด็กได้รับคือ 4ได้แก่ safe, seen, soothed และ secure แปลว่า ปลอดภัย ถูกมองเห็น ได้รับการปลอบประโลม และมั่นคง โดยไม่ยาก


ทั้งสี่ประการนี้เป็น ‘ความรู้สึก’ ของเด็กที่ได้รับ เขียนใหม่ว่า รู้สึกปลอดภัย รู้สึกได้รับความใส่ใจ รู้สึกถึงความห่วงใย และรู้สึกมั่นคง เมื่อเด็กรับรู้คุณพ่อคุณแม่ในลักษณะนี้แล้ว เขาไม่มีอะไรต้องพะวงหลังอีก เพราะด้านหลังได้รับการป้องกันอย่างดีแล้ว พลังงานทั้งหมดจึงพุ่งไปข้างหน้านั่นคือพัฒนาการ

มีคำถามที่พบบ่อยต่อไปว่า ถ้าพ่อแม่ไม่ดีพอจะเลี้ยงลูกให้ดีได้ไหม คำตอบคือได้


หนังสือเล่มนี้ได้ให้หลักฐานและคำอธิบายว่าเพราะอะไรเราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเราไม่ดีพอจะเลี้ยงลูก เพราะในความเป็นจริงแล้วลูกมิได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ เขาแค่ต้องการให้เราอยู่ตรงนั้นเพื่อให้ 4s ส่วนปัญหาเรื่องเราไม่ดีพอจะให้ 4s นั้นแก้ไขได้


หนังสือได้อธิบายต่อไปถึงรายละเอียดของ 4s ตามด้วยรูปแบบของสายสัมพันธ์ 4 รูปแบบ นั่นคือแบบมั่นคง แบบหลีกเลี่ยง แบบเอาแน่เอานอนไม่ได้ และแบบไร้ระเบียบ (secure, avoidant, ambivalent, disorganized) กล่าวคือเป็นตัวพ่อแม่เองก็เติบโตมากับสายสัมพันธ์แบบใดแบบหนึ่งในสี่แบบนี้ และผลจากการที่เติบโตมาเช่นนั้นเองที่อาจจะทำให้เราเป็นพ่อแม่ที่ไม่มีความสามารถมากพอ


แต่หนังสือได้เขียนไว้ชัดเจนว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่โชคชะตา History is NOT destiny เราอาจจะแก้ไขอดีตของเรามิได้ แต่เรายอมรับและพูดมันออกมาได้ด้วยเรื่องเล่าที่สอดคล้อง เรียกว่า narrative coherent แปลอีกความหนึ่งได้ว่าด้วยเรื่องเล่าที่ตรงประเด็นและเป็นจริง กล่าวคือเราเองซึ่งเป็นพ่อแม่จำต้องยอมรับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริงแล้วพูดออกมา พ่อแม่ของเราเลี้ยงเรามาอย่างไร เรารู้สึกอย่างไร เมื่อพูดออกมาแล้วเราจะไม่ทำมันโดยพลั้งเผลอง่ายนัก


ทำไม? หนังสืออธิบายด้วยกลไกด้านสมองอย่างง่าย นั่นคือการแบ่งสมองออกเป็นสองส่วน ด้แก่ ชั้นบนและชั้นล่าง ชั้นบนคือ higher cortex เป็นสมองส่วนคิดวิเคราะห์ ชั้นล่างเป็น limbic system ที่ตอบสนองด้านอารมณ์เป็นหลัก การพูดตรงประเด็นและเป็นจริงจะตัดการเชื่อมต่อของสมองสองส่วนนี้ ทำให้สมองส่วนคิดวิเคราะห์เป็นอิสระจากสมองส่วนล่าง นั่นคือตัดขาดจากอดีต เราจึงเป็นพ่อแม่คนใหม่ได้ถ้าต้องการ เรามีคำเรียกกระบวนการนี้ว่า mentalizing หนังสือเล่มนี้เลือกใช้คำว่า mindsight และเลือกคำแปลว่า จิตทัศน์ หมายถึงการมองดูจิตใจของตนเองนั่นเอง


มีตัวอย่างเข้าใจง่ายในตอนท้ายๆ หากเปรียบจิตใจเหมือนคลื่นแรงที่ถาโถมมา เราควรดำลงใต้ผิวน้ำเพื่อมองดูลูกคลื่นนั้นผ่านไป 

สายสัมพันธ์แบบมั่นคงและแบบหลีกเลี่ยงเป็นรูปแบบที่พบบ่อย ที่พบน้อยกว่าแต่มีผลเสียมากกว่าคือสองแบบหลัง คือแบบเอาแน่เอานอนไม่ได้และแบบไร้ระเบียบแบบเอาแน่เอานอนไม่ได้มาจากคำว่า ambivalent ซึ่งหมายถึงสภาพจิตใจของพ่อแม่เองที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวได้เดี๋ยวไม่ได้ เดี๋ยวให้เดี๋ยวไม่ให้ เดี๋ยวใช่เดี๋ยวไม่ใช่ พฤติกรรมของพ่อแม่เช่นนี้เองที่ทำให้การเสริมแรงและปรับพฤติกรรมเด็กเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น เรียกว่า intermittent reinforcement เด็กๆ จะไม่รู้ว่าตนเองควรทำอะไร อย่างไร และเมื่อไรไปด้วย


ส่วนแบบไร้ระเบียบมาจากคำว่า disorganized ซึ่งหมายถึงรูปแบบจิตใจของพ่อแม่เองที่ทำนายมิได้อย่างสิ้นเชิง นำไปสู่ความแตกแยกทางจิตใจของเด็กอย่างรุนแรง เรียกว่า dissociation จะว่าไปพ่อแม่สองลักษณะหลังนี้อาจจะต้องการการบำบัด อย่างไรก็ตามหากคนรอบข้างสามารถทำให้พวกเขายอมรับอดีตที่ผ่านมาได้ บางทีน่าจะช่วยได้บ้าง


การพูดออกมามิได้แปลว่าให้ลืม นี่เป็นเรื่องถกเถียงทั้งระดับบุคคล ระดับสังคม ระดับการเมือง ไปจนถึงระดับประเทศ ดังคำกล่าวที่ว่า เมื่อจิตใจมีบาดแผลต้องได้รับการชำระ ประเทศชาติมีบาดแผลควรได้รับการชำระเช่นกัน การยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วพูดออกมาเพื่อให้เกิดสภาวะ ‘ให้อภัยแต่ไม่ยกโทษให้ ไม่ได้พูดว่ามันไม่เป็นไร แต่ปล่อยวางความเข้าใจผิดว่าเราเปลี่ยนอดีตได้’ (We forgive not to condone,not to say it was fine, but to let go of false illusions that we can change the past.) เช่นนี้เราจึงปลดปล่อยตัวเองจากอดีตได้


เด็กๆ คาดหวังว่าพ่อแม่คือ ‘ที่’ ที่ปลอดภัย แต่ถ้าเขาพบว่าแทนที่พ่อแม่จะปลอดภัยกลับเป็นอันตราย ก็จะเกิดความขัดแย้งในใจมาก เขาควรไว้ใจพ่อแม่แต่เขาไว้ใจมิได้ ความขัดแย้งนี้จะนำไปสู่พยาธิสภาพทางจิตอีกมาก

เด็กๆ คาดหวังว่าเขาควรถูกมองเห็น แต่พ่อแม่กลับไม่เห็นแม้เรื่องง่ายๆ เช่น ร้องไห้ เด็กๆ มีสิทธิร้องไห้ แต่พ่อแม่หลายบ้านจะตัดบท “เรื่องเล็กนิดเดียว” “ทำไมขี้แย” “โตจนป่านนี้แล้ว” “ทำไมทำไม่ได้” สารพัดจะมีคำพูดต่อว่า แทนที่มองเห็นว่าลูกกำลังร้องไห้ ดังคำว่าเห็นแต่ไม่เห็น


ไม่ทำกับทำไม่ได้ต่างกัน พ่อแม่ที่สัมผัสได้ว่าลูกของเราทำมิได้จริงๆ แม้ว่าเด็กคนอื่นทำได้แล้ว เมื่อ ‘เห็น’ ก็จะรู้จักปลอบประโลม คำที่ว่าการปลอบประโลมเป็นการตามใจเด็กและจะทำให้เด็กทำมิได้อีกเลยนั้นไม่เป็นความจริง แต่การปลอบประโลมเป็นการให้โอกาสเด็กตั้งตัวแล้วพัฒนาต่อไปด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าเด็กเร็วช้าต่างกัน


ความปลอดภัย การยอมรับ การปลอบประโลม สามอย่างนี้เรียงหน้ากันมาให้เราทำเมื่อถึงเวลาควรทำ แล้วลูกของเราจะพัฒนาไปได้เรื่อยๆ แม้ว่าอาจจะช้าไปนิด หรืออาจจะเป็นอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะพิเศษหรือพิการ หากเรารู้หลักการและไม่ยอมแพ้เรามีทางไปเสมอ


สุดท้ายคือความมั่นคง คำง่ายๆ คือ เรามั่นคง ลูกมั่นคง ตัวอย่างคลาสสิกคือเรื่องลูกวัยรุ่นอาละวาด หากเราหนักใจเรื่องลูกสามขวบอาละวาด พึงรู้ว่านั่นจะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วเมื่อพบลูกอายุสิบสามอาละวาด แต่หนังสือเล่มนี้เขียนเหมือนที่ผมเขียนเสมอมาว่าเรามีหน้าที่เป็นเสาหลักที่มั่นคง หากเรารับการกระแทกได้ดี พวกเขาจะมั่นคงในเวลาไม่นาน แล้วทำอย่างไรจึงจะรับการกระแทกได้ – เชิญอ่าน

หนังสือลักษณะนี้มีสอดแทรกงานวิจัย แม้ว่าบางงานวิจัยจะไม่ได้ลงรายละเอียดแต่ท่านที่สงสัยหรือแคลงใจย่อมหารายละเอียดได้จากเอกสารอ้างอิงหรือการอ้างอิงที่ผู้เขียนให้ไว้แล้วพิจารณาด้วยตนเอง


สำหรับท่านที่มิได้ต้องการวิชาการมากมายเพียงนั้น นี่เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่อธิบายให้เราพึงระลึกและตระหนักได้ว่าที่แท้แล้วในหลายๆ ครั้งเราควรทำอะไร

Customers who viewed this item also viewed

เข้มแข็งไว้ลูกพ่อ
-15%

เข้มแข็งไว้ลูกพ่อ

เคนจิ มิโนะอุระ
280
238 .-
SALE
เก่งในแบบของลูก สไตล์มอนเตสซอรี x ฮาร์วาร์ด
-15%

เก่งในแบบของลูก สไตล์มอนเตสซอรี x ฮาร์วาร์ด

มิกะ อิโต
290
246 .-
SALE
Toddler Brain Training-ต่อยอดสมองเจ้าตัวเล็ก สร้างเด็กหัวดีมี EF
-15%

Toddler Brain Training-ต่อยอดสมองเจ้าตัวเล็ก สร้างเด็กหัวดีมี EF

ศ.นพ.คิโซ คุโบตะ, คะโยะโกะ คุโบะตะ
340
289 .-
SALE
Parenting Guide คู่มือเลี้ยงลูก 0-3 ขวบ สไตล์คุณแม่ญี่ปุ่น
-15%

Parenting Guide คู่มือเลี้ยงลูก 0-3 ขวบ สไตล์คุณแม่ญี่ปุ่น

นพ.ทาคาชิ อิงาราชิ
680
578 .-
SALE